สำรวจคอลเลกชันบทความของเราในหมวดหมู่ต่างๆ

(เขียนครั้งแรก พฤษภาคม 2018, กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย)

บทกวีนำเสวนาในหัวข้อ คลำหวัง คลำหวาดหวั่น ฝ่าคลื่นคำไม่แน่นอน : บทกวีกับอนาคตทางสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการ Thailand Anthropology and Sociology Conference ประจำปี 2025 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กวีนิพนธ์สำรวจชุดสัมพันธ์ภาพระหว่าง Vita Activa และ Vita Contemplativa ในงานเขียนของศ.ดร ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ว่าด้วยธรรมชาติ คนชายขอบ ชายแดน และหมาแม่เหียะ

Nietzsche ไม่ได้สอนให้มนุษย์เป็นสัตว์ป่าอย่างที่พวกคนดีย์ชอบกล่าวหา เขาเพียงสอนว่า มนุษย์ต้องกล้าสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมา และต้องกล้ารับผิดชอบต่อเสรีภาพนั้น”

ในยุทธภพ เสรีภาพคือการที่ผู้คนสามารถประลองวิชาและแลกเปลี่ยนสำนักคิดโดยไม่ถูกสังหารไปเสียก่อน ในโลกวิชาการ เสรีภาพก็มีความหมายไม่ต่างกัน ความรู้ก้าวหน้าได้เพราะความขัดแย้งเชิงเหตุผล ไม่ใช่เพราะความสงบที่เกิดจากความกลัว

เส้นทางของผมวันนี้ เป็นการสำรวจชุมชนชาติพันธุ์ในรัศมีประมาณ 60 กิโลเมตรจากศูนย์กลางโดยประมาณ ผมเริ่มต้นจากการเดินทางไปยังบ้านบ่อเต็น บริเวณชายแดนลาวและเขตสิบสองปันนาของจีน เส้นทางในสายนี้ลาดยางอย่างดีและมีขนาดกว้างขวางด้วยทุนมหาศาลจากจีน จากนั้น ผมก็อาศัยเส้นทางเล็กๆ ในป่าซึ่งใช้งานระหว่างชุมชนและหมู่บ้านชาติพันธุ์ขนาดเล็กเพื่อตัดข้ามเขาไปยังเมืองสิง เมืองประวัติศาสตร์อีกเมืองหนึ่งของหลวงน้ำทา

สำหรับบางคน จดหมายฉบับนี้อาจเป็นเพียงเอกสารชิ้นหนึ่งในแฟ้มเก่าของมหาวิทยาลัย แต่สำหรับผู้ที่เคยเห็นผู้เขียนจดหมายนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะในห้องสมุด หรือเดินลงบันไดออกจากอาคารในเย็นวันหนึ่ง มันอาจเป็นข้อความที่ไม่เคยมีโอกาสถูกได้ยินอย่างแท้จริง อย่างน้อย ในการเผยแพร่เอกสารนี้ ข้อความในจดหมายนั้นก็ได้ถูกอ่านแล้ว

คนท้องถิ่นเชื่อมโยงปรากฏการณ์ผิดธรรมชาตินี้เข้ากับจุดเสื่อมโทรมของสังคม การขยายตัวของเมือง การเกิดขึ้นของร้านเบียร์ สถานขายบริการ และร้านรวงที่รองรับนักท่องเที่ยวในหลวงน้ำทาล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันคือช่วงปี 2000 นี่แหละ ใช่...ศาสนทำนายหรือคำพยากรณ์ท้องถิ่นมักเชื่อมโยงปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติกับประเด็นศีลธรรมที่ตกต่ำในสังคมอยู่เสมอ

ผมพลันจินตนาการสารพัดว่า หากป้ายพวกนี้คือภาพตัวแทนชีวิตส่วนหนึ่งของคนลาวในแถบนี้ มันคงเป็นชีวิตทางเศรษฐกิจที่เริ่มเกาะกุมและกำหนดทิศทางของชีวิตด้านอื่นๆ อยู่พอควร ทว่า มันเป็นชีวิตแบบไหนกันหนอที่ดำรงอยู่ในภูมิทัศน์อันสูงชันทั้งลักษณะทางกายภาพและการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจเช่นนี้...

หากตัวของชายแดนเองต่างหากที่กลายเป็นสินค้า (commodity) ประเภทหนึ่งซึ่งมีอำนาจบงการเหนือการตัดสินใจและการควบคุมของกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย มันจึงเป็นคำถามที่ท้าทายผมมากว่า หากไร้ซึ่งชายแดน จีนจะแผ่อำนาจในลุ่มน้ำโขงแบบไหน เพราะนับเนื่องแต่อดีต ทั้งชายแดนของรัฐจารีตและรัฐสมัยใหม่ล้วนเป็นแหล่งรวมของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ รวมไปถึงชีวิตทางวัฒนธรรม ทุนจีนก็ใช้แนวชายแดนนี่แหละขยายตัวสืบเนื่องมา แน่นอน คำถามแบบนี้ กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลย่อมเป็นกรณียกเว้น